chaicharn's profileAKKATECHPhotosBlogListsMore Tools Help

chaicharn akkwutvanich

Occupation
Location
Interests

Bio

No list items have been added yet.

Com

AKKATECH

The Future Community
No list items have been added yet.
by 
February 19

Semblance as the Phenix

...An enslavement in the circle of real life...
From 16 June 06 till 31 Jan 08 (1 year and 7 months)
It seemed like there was a aperture in my Space and my Time was tortuous.
 
It was the time to show me about the nature of Management, Economic aspect, Industrial aspect, Political aspect, Democratic aspect, Learning and Engineering.
Understanding both feeling of people in this country and myself
-The words from a snobbish and vain person who also has authority can annihilate any persons.
-Formal meeting are somtimes absurd for some groups in this country.
-Do our society prompt for democracy?
-Do our people have macro (public) feeling?
-Do they faithfully attempt to participate and dare to do novelty?
-How to deal with Knowledge and Innovation
-How to make people whose life-model base on concrete mind to understand abstract world
 
It was the time to testify my hankering that is which the way you will choose between two passion-- wealthy or reputation.
Wealthy
Survival...Survival...Survival
Prosperity...Prosperity...Prosperity
Love...Love...Love
Illogic becomes logic as same as black becomes white (As we can see in Politics through our generation)
Reputation
-How hard to live in the atrocious daily life
-How hard to fight to survive the predicament
-How hard to gratify whom I must
-How hard to stay along with whom my heart choose and others...or maybe solitary
...nearly no answering from my heart yet
 
It was the time that a cosmic religion (Buddhism as calling from Einstein) becomes eminent.
Why a human being was born to face an exuberant juvenile, to struggle with mature age and mostly to culminate in insipidity and insignificance
 
It was the time that I journey about a fourth with leaving nothing.
 
...Semblance as the Phenix to another circle of ideal life...
Now my Space and Time becomes mine.
 
nearly 24 th year
 
August 07

Funny Quotes

Funny Quotes

Put your hand on a hot stove for a minute, and it seems like an hour.

Sit with a pretty girl for an hour, and it seems like a minute.

THAT'S Relativity.

- Albert Einstein

-------------------------------------

The brain is a wonderful organ. It starts working the moment you get up in the morning and does not stop until you get into the office.

- Robert Frost

-------------------------------------

The trouble with being punctual is that nobody's there to appreciate it.

- Franklin P. Jones

-------------------------------------

We must believe in luck. For how else can we explain the success of those we don't like?

- Jean Cocturan

-------------------------------------

It matters not whether you win or lose; what matters is whether I win or lose.

- Darrin Weinberg

-------------------------------------

Life is pleasant.

Death is peaceful.

It's the transition that's troublesome.

-------------------------------------

Help a man when he is in trouble and he will remember you when he is In trouble again.

-------------------------------------

Complex problems have simple, easy to understand wrong answers.

-------------------------------------

It is not exactly cheating, I prefer to consider it creative problem solving.

-------------------------------------

Whoever said money can't buy happiness, didn't know where to shop.

-------------------------------------

Alcohol doesn't solve any problems, but then again, neither does milk.

-------------------------------------

Most people are only alive because it is illegal to shoot them.

-------------------------------------

Forgive your enemies but remember their names.

-------------------------------------

The number of people watching you is directly proportional to the stupidity of your action.

-------------------------------------

Love is like playing the piano...

First you must learn, to play by the rules...

Then u must forget the Rules and Play from your heart.....

July 11

10 inno' from world-class CEO

The Top 100 Most Innovative Companies Ranking 2006,
Bussiness Week
  1. "บางครั้งเวลาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ คุณอาจจะประสบกับความผิดพลาด ขอให้ยอมรับความผิดพลาดนั้นให้เร็วที่สุด แล้วเดินหน้าสร้างสิ่งใหม่ๆต่อไป" Steve Jobs, Apple Computer
  2. "จุดแข็งที่สุดของบริษัทเราก็คือ การวางกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้" Eric Schmidt, Google
  3. "คุณไม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้ ถ้าคุณไม่อนุญาตให้ทุกคนเปลี่ยน" W James Mcnerney Jr, 3M
  4. "ผมต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าเราล้าหลังคู่แข่งของเราในการปฎิรูป เราจะเป็นผู้พ่ายแพ้" Hiroshi Okuda, Toyota
  5. "เราต้องพูดกับตัวเองเสมอว่า เราต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อการประสบความสำเร็จในการค้นพบสิ่งใหม่ๆ" Bill Gates, Microsoft
  6. "ถ้าท่านไม่สามารถกระตุ้นให้ผู้อื่นมีพลังความสามารถได้ ท่านก็ไม่สามารถที่จะเป็นผู้นำได้" Jack Welch, General Electric
  7. "การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในชีวิต คนที่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงและนำมาใช้ประโยชน์ได้เร็วจะเป็นผู้ชนะ" A.G. Lafley, Procter&Gamble
  8. "ผมเชื่อว่าสิ่งสำคัญของการสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กรคือ การเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงไอเดียออกมาอย่างอิสระ" Jorma Ollila, Nokia
  9. "จงมีความกล้าในการฝัน และอย่าปล่อยให้ใครมาพูดกับคุณว่า ความฝันนั้นไม่มีวันเป็นจริง" Howard Shultz, Starbucks
  10. "นวัตกรรมคือจุดตัดกันของความคิดและการปฏิบัติจริง" Samuel J. Palmisano, IBM

KNOW then DO or DO to LEARN

ผมได้แนวความคิดนี้จาก วารสารภายในของ SCG(เครือซีเมนต์ไทย) ซึ่งกำลังมีนโยบายให้พนักงานตื่นตัวกับการคิดแบบ innovative (2549)  

 
 

กระบวนทัศน์ปัจจุบัน (present paradigm)

กระบวนทัศน์เพื่อสร้างให้เกิดนวัตกรรม(innovation paradigm)

"Know then Do" : Only do to succeed

กล้างานตามที่สั่ง ต้องชัดเจนก่อนจึงจะทำ เนื่องจากกลัวไม่ประสบผลสำเร็จ

"Do to Learn" : Dare to try Radical Stuff

กล้าที่จะทดลองทำสิ่งแปลกใหม่ และเรียนรู้ไปพร้อมกับการทำงาน

Streamline Thinking : Quick to narrow down into solution(s)

มุ่งเน้นที่จะได้ข้อสรุปทางความคิดเป็นสำคัญ

Expansive Thinking : Suspend evaluation, Quantity first then Quality

มุ่งที่ปริมาณความคิดที่หลากหลาย โดยไม่รีบด่วนสรุป เพื่อให้ได้ความคิดที่มีคุณภาพจากความหลากหลายนั้น

Converge to consensus quickly & naturally within a workgroup. Dominant “Yes…But” mindset.

ได้ข้อสรุปที่ไปในทำนองเดียวกันอย่างเป็นเอกฉันท์ของกลุ่มอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากความคิดที่แตกต่างมักจะถูกตัดทิ้งไปหลังจากการวิเคราะห์แบบ ใช่แต่ (เห็นแต่ปัญหาจากความคิดใหม่)

Diverge & Build on everyone’s idea within a workgroup : “Yes…and” mindset & activity needed before converging

เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดที่แตกต่างภายในกลุ่ม โดยใช้การวิเคราะห์แบบ ใช่และก่อนจะประมวลรวมความคิดนั้นๆ เข้าด้วยกันเป็นข้อสรุปใหม่ที่ดีกว่า (มองหาโอกาสจากความคิดใหม่)

Only “safe & smart” ideas are voiced out.

มีการเสนอแต่ไอเดียที่แสดงความฉลาดปราดเปรื่องและปลอดภัยกับตัวผู้เสนอ

Not afraid to share “not-so-smart” ideas : it might spark off someone else imagination.

กล้าเสนอไอเดียที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยฉลาด ซึ่งอาจช่วยจุดประกายให้คนอื่นนำไอเดียนั้นไปต่อยอดได้

Faster the better

คิดว่าทุกอย่างยิ่งเร็วยิ่งดี

Faster need not necessary mean better.

ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ความเร็วไม่ได้ให้ผลที่ดีเลิศทุกเรื่องเสมอไป

Look for Handbook : to provide the most efficient approach of execution

มองหาคู่มือสำเร็จรูปเอาไว้ใช้อ้างอิงโดยมุ่งเน้นการนำไปปฎิบัติให้มีประสิทธิภาพเป็นเป้าหมายสำคัญ

No Handbook : Organization has to create it as embarking the innovation journey.

องค์กรต้องสร้างคู่มือขึ้นเองเนื่องจากการเรียนรู้และประสบการณ์ ที่ก้าวเดินไปบนหนทางแห่ง innovation

Concentrate to find the next BIG Idea

ตั้งหน้าตั้งตาค้นหาไอเดียเจ๋งๆใหญ่ๆ

Daily ideas may lead to BIG Idea

มองหาไอเดียย่อยๆเล็กๆรอบตัวทุกวัน เพื่อประสานรวมกัน หรือต่อยอดกันนำไปสู่ไอเดียเจ๋งๆใหญ่ๆได้

Innovative Organization = People (100%) must have innovative attributes

องค์กรที่จะเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมได้ = บุคคลากรทุกคนต้องมีคุณลักษณะเด่นทางนวัตกรรม

Innovative Organization = Lots of ongoing “prototypes” undertaken in a discipline manner

องค์กรที่จะเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมได้ = มีต้นแบบของนวัตกรรมเรืองต่างๆที่อยู่ระหว่างการทดลองเกิดขึ้นอย่างมากมายใต้กระบวนการจัดการที่เหมาะสม

July 05

Steve JObs : Commencement

ส่วนตัวผมเอง (BYIST) มี coyp ver.ENG ในมือ แต่ไม่ได้อ่านจริงจังสักที มีโอกาสได้อ่านฉบับภาษาไทยจาก BLOG เพื่อนๆ จึงนำมาลงเผยแพร่ต่อครับ

โดย : สตีฟ จ็อบส์ (CEO Apple Computer และ Pixar Animation Studio)
ถอดความโดย : กิตติ สิงหาปัด

เป็นการปาฐกถาพิเศษที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน ผมไปอ่านพบบทความนี้ในนิตยสาร Fortune ฉบับ September 5, 2005 ฟอร์จูนได้เขียนในข้อความโปรยก่อนบทความว่า ปกติการปาฐกถาพิเศษในวันรับปริญญามักจะเป็นอะไรที่ฟังสบาย ๆ แล้วก็ผ่านไป แต่ปาฐกถาพิเศษของ
Jobs ที่ Stanford ครั้งนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเพราะหลังจากวันนั้นก็คนพูดถึงอย่างมากมาย ไม่เฉพาะในหมู่บัณฑิต ของสแตนด์ฟอร์ดเท่านั้น แต่มีการโพสต์เข้าไปในเวบไซด์ ต่างๆ ส่งอีเมล์ให้คนรู้จักอ่าน ถกเถียงในเวบล็อก คนที่ไม่ได้อ่านก็ถามหากันมาก จนฟอร์จูนต้องเอามาตีพิมพ์แม้จะผ่านมาแล้วถึง 4 เดือนก็ตาม


" ผมรู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้มาร่วมในพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกับพวกท่านในวันนี้ ความจริงที่คนรู้กันทั่วไปก็คือ ผมไม่จบปริญญาครับ จะว่าไปแล้วการมาที่นี่ในวันนี้ถือว่าทำให้ผมได้อยู่ใกล้กับคำว่าได้ปริญญามากที่สุด วันนี้ผมอยากจะบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตผมให้ฟัง สามเรื่อง เป็นแค่เรื่องของชีวิตผมเองเท่านั้นจริง ๆ นะครับ ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร


เรื่องแรก... เป็นเรื่องของการมองเส้นทางเดินของชีวิตที่ผ่านมา ซึ่งมันเป็นคล้าย ๆ การต่อเชื่อมจุดให้เป็นรูปร่าง

ผมดรอปจากมหาวิทยาลัย Reed หลังจากเข้าเรียนได้เพียง 6 เดือนแต่ก็ยังเตร็ดเตร่อยู่ในมหาวิทยาลัยอีก 18 เดือน ก่อนที่จะออกมาจริง ๆ ถามว่าทำไมผมถึงดรอป บางทีเรื่องนี้อาจจะเริ่มมาตั้งแต่ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำไป แม่ของผมเป็นสาวรุ่นที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยและไม่ได้แต่งงาน เธอตั้งใจว่าจะยกผมให้คนที่ต้องการเด็กรับไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม เธอมีเงื่อนไขในใจที่ค่อนข้างแรงกล้าว่า จะยกผมให้กับคู่สามีภรรยาที่ต้องจบมหาวิทยาลัยเท่านั้น ตอนแรกผู้ที่จะรับผมไปอุปการะนั้นเป็นคู่ของทนายความกับภรรยา แต่ปรากฏว่าตอนผมคลอดนั้น ทั้งสองก็เกิดเปลี่ยนใจกะทันหันว่าอยากได้เด็กผู้หญิง ผมก็เลยมาเป็นลูกของพ่อแม่ผมในขณะนี้ ตอนนั้นท่านทั้งสองอยู่ในรายชื่อถัดไปที่ต้องการรับเด็กไปเลี้ยง พอคู่ของทนายปฏิเสธ ก็เลยมาถึงคิวของท่าน แต่ปัญหาก็คือ..พ่อแม่ผมไม่ได้จบมหาวิทยาลัยในหนแรก แม่ผมจึงไม่ยอม แต่สุดท้ายก็ยอมเพราะพ่อแม่ผมให้สัญญาว่าจะส่งผมเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อผมโตขึ้นอย่างแน่นอน 17 ปีต่อมาผมก็ได้เข้ามหาวิทยาลัยจริง ๆ แต่ผมดันไปเลือกมหาวิทยาลัยที่ค่าเทอมแพงพอ ๆ กับ ที่นี่ ด้วยเงินเก็บของพ่อแม่ผมซึ่งท่านก็เป็นคนระดับทำงานธรรมดา หมดไปกับค่าเทอมของผม หกเดือนในมหาวิทยาลัยผมมองไม่เห็นว่า มันจะคุ้มกับค่าเล่าเรียนยังไง ผมไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี และมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ให้ทางออกกับผม ผมใช้เงินที่พ่อแม่สะสมมาทั้งชีวิตหมดไปในหกเดือนที่ Reed ในที่สุดผมตัดสินใจดรอปโดยมั่นใจว่าทุกอย่างจะดีขึ้น จริง ๆ ตอนนั้นผมก็ค่อนข้างกลัว แต่เมื่อมองกลับไป การตัดสินใจดรอปเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต การดรอปทำให้ผมไม่ต้องเรียนวิชาบังคับที่ผมไม่ชอบ แต่ในขณะเดียวกันกลับทำให้ผมได้เข้าเรียนวิชาที่ผมสนใจ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งหมดนะครับ ผมไม่มีหอพัก ต้องสิงในห้องของเพื่อน ผมต้องเก็บกระป๋องโค้กไปคืนที่ร้านเพื่อเอาเงินมัดจำกระป๋องละ 5 เซ็นต์ ไปซื้อข้าวประทังชีวิต และทุก ๆ วันอาทิตย์ผมต้องเดินข้ามเมืองถึง 7 ไมล์ เพื่อที่จะได้กินอาหารดี ๆ ซักมื้อที่โบสถ์พราหมณ์ และมีหลายอย่างที่ผมอาจจะก้าวพลาดไปโดยบังเอิญเพราะความอยากรู้อยากเห็นหรือโดยสัญชาตญาณได้ให้บทเรียนที่มิอาจประเมินค่าได้กับผม ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ฟังซักเรื่องมหาวิทยาลัย Reed ในตอนนั้นอาจจะเรียกได้ว่ามีคอร์สสอนการออกแบบตัวอักษร (calligraphy) ที่ดีที่สุดในอเมริกาก็ว่าได้ ป้ายหรือโปสเตอร์ต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยจะถูกออกแบบอย่างสวยงาม ผมตัดสินใจเข้าเรียนวิชานี้ เนื่องจากไม่ต้องลงเรียนวิชาปกติ หลังจากดรอปไว้ ผมได้เรียนรู้ตัวอักษร serif และ sans serif ได้รู้เรื่องการจัดวางช่องไฟ การผสมผสานตัวอักษรขนาดต่าง ๆ กัน ให้งานออกมาดูดีที่สุด มันเป็นอะไรที่บ่งบอกถึงความสวยงาม มีที่มาที่ไป และมีศิลปะแบบที่วิทยาศาสตร์ก็สอนเราไม่ได้ มันสุดยอดจริง ๆ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรในชีวิตผมเลย จนกระทั่งสิบปีต่อมาเมื่อเราออกแบบคอมพิวเตอร์ แมคอินทอชเครื่องแรก นั่นแหละวิชาที่เรียนตอนดรอปถึงช่วยได้จริง ๆ ทุกท่านคงเห็นเครื่องแมคฯ ที่มีตัวฟอนท์ที่สวยงาม นี่ถ้าผมไม่ได้ลงเรียนวิชาการออกแบบตัวอักษร (Calligraphy) ในตอนนั้นแล้ว เราก็คงไม่มีเครื่องแมคอย่างที่เราเห็นในวันนี้ และความจริงก็คือถ้าวินโดวส์ไม่ลอกเราในวันนั้น พีซีในยุคปัจจุบันก็จะไม่มีตัวฟอนท์อย่างนี้ก็ได้ ทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะผมลงเรียนวิชาคัดลายมือครั้งนั้นทีเดียวจริง ๆ แน่นอนครับว่าเราคงไม่สามารถต่อเชื่อมจุดเป็นรูปร่างได้เมื่อผมอยู่ที่ Reed แต่เมื่อตอนสิบปีผ่านไปทุกอย่างก็เห็นได้ชัด
ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เราไม่สามารถต่อจุดให้เป็นรูปร่างได้โดยการมองไปข้างหน้า เราจะทำได้ก็ต่อเมื่อเรามองย้อนหลังไป (ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงเวลาเราเชื่อมจุดเป็นรูปต่าง ๆ ถ้าเราเอากระดาษปิดจุดที่เราต่อมาแล้วเราจะต่อไปข้างหน้าไม่ถูก) ฉะนั้นขอให้เชื่อว่าจุดต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราในวันข้างหน้า เราต้องเชื่อในอะไรซักอย่างไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่นตั้งใจ ชะตาชีวิตหรือกรรม อะไรก็ได้ วิธีคิดแบบนี้ไม่ทำให้ผมผิดหวังท้อแท้ แต่กลับสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นกับชีวิตผมมากมาย


เรื่องที่สอง... ที่จะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความรักและการสูญเสียครับ

ผมโชคดีที่ได้พบกับสิ่งที่ผมรักที่จะทำตั้งแต่วัยหนุ่ม วอซ (Stephen Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple) กับผมเริ่มทำคอมพิวเตอร์แอปเปิลกันที่โรงรถของพ่อแม่ผมตอนผมอายุ 20 เราทำงานกันอย่างหนัก ภายในระยะเวลา 10 ปี แอปเปิลที่เริ่มจากเราสองคนในโรงรถเติบโตขึ้น มีสินทรัพย์ถึง 2,000 ล้านเหรียญ มีพนักงานกว่า 4,000 คน เราเพิ่งสร้างคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดคือ แมคอินทอช ตอนผมเพิ่งย่างสามสิบ แต่ผมกลับถูกไล่ออก หลายคนอาจสงสัยว่าผมถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งมาได้ยังไง คือเมื่อแอปเปิลเริ่มเข้าที่และเติบโต เราก็หาคนที่เราคิดว่าเก่งมาร่วมบริหาร แรกก็ไปได้ดี แต่พอซักพักวิสัยทัศน์เราก็เริ่มไม่ตรงกันหนักเข้าก็กลายเป็นความขัดแย้ง และในที่สุดคณะกรรมการบริหารก็เลือกข้างเขา และผมก็เป็นฝ่ายต้องออกมา เป็นการออกที่คนรู้กันทั่วไปใหญ่โต สิ่งที่เป็นหัวใจในชีวิตของผมมลายหายไป ชีวิตผมเหมือนไม่เหลืออะไรเลย
ช่วงนั้นผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรอยู่หลายเดือน ผมรู้สึกว่าผมได้ปล่อยให้ความเป็นเจ้าของกิจการหลุดลอยไป ทั้ง ๆ ที่มีโอกาส ช่วงหลังผมได้พบกับ David Packard (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง HP) และ Bob Noyce (หนึ่งใน ผู้ร่วมก่อตั้ง Intel) เพื่อขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น คนทั่วไปมองว่านี่เป็นความ
ล้มเหลวของผม จนผมคิดจะออกจากธุรกิจไอทีนี่แล้ว แต่แล้วผมก็รู้สึกว่าเริ่มคิดอะไรบางอย่างได้ ผมยังรักในสิ่งที่ผมทำ สิ่งที่เกิดขึ้นที่แอปเปิล ไม่ได้ทำให้ความรักของผมกับคอมพิวเตอร์ลดลงแม้แต่น้อย ถึงผมจะถูกปฏิเสธ แต่ผมก็ยังรักมัน ผมจึงตัดสินใจเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง
ตอนนั้นผมอาจจะยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ถ้ามามองตอนนี้ การออกจากแอปเปิลกลับถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม ความรู้สึกหนักอึ้งที่แบกรับไว้ว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ กลับถูกแทนที่ด้วยการที่ไม่มีอะไรต้องเสียจากการที่เป็นผู้ที่เริ่มต้นใหม่ ผมกลายเป็นคนที่จะไม่มั่นใจกับอะไรมากจนเกินไป และที่สำคัญ มันเป็นการปลดปล่อยตัวเองให้เข้าสู่ช่วงที่ถือว่ามีพลังสร้างสรรค์มากที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต
ในช่วง 5 ปีหลังจากนั้นผมเริ่มทำบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และอีกบริษัทหนึ่งคือ Pixar และพบรักกับหญิงสาวคนที่เป็นภรรยาผมตอนนี้ Pixar ได้ผลิตหนังการ์ตูนแอนนิเมชั่นด้วยคอมพิวเตอร์เรื่องแรกของโลก คือ Toy Story และปัจจุบันนี้ Pixar ก็เป็นสตูดิโอที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก และเหตุการณ์ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกจุดหนึ่งก็มาถึง แอปเปิลซื้อกิจการ NeXT และผมก็กลับแอปเปิล และสิ่งที่ผมสร้างไว้ที่ NeXT ก็กลายมาเป็นหัวใจของแอปเปิลในยุคฟื้นฟู และผมก็ได้แต่งงานกับ Laurene
"ผมค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นถ้าผมไม่ถูกไล่ออกจากแอปเปิล ถือว่าเป็นการให้ยาที่แรงสุด ๆ แต่ก็ถือว่าถูกกับคนไข้ บางทีชีวิตก็เล่นกับเราแรง แต่ขออย่าเสียความเชื่อมั่นศรัทธา ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้ผมก้าวหน้ามาถึงวันนี้ได้ ก็เพราะผมรักในสิ่งที่ผมทำ พวกคุณต้องค้นหาว่าคุณรักอะไร ความจริงมันก็คล้าย ๆ กับการหาแฟนซักคนนั่นแหละ จะว่าไปแล้วการทำงานนี่ถือเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตของเรา ทางเดียวที่จะทำให้เรามีความพึงพอใจสูงสุดก็คือ การได้ทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ มีความหมาย และการที่จะทำให้การทำงานที่ยิ่งใหญ่ให้ประสบความสำเร็จก็คือ การรักในสิ่งที่ทำ ...ถ้าตอนนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ก็จงค้นหาต่อไป อย่าเพิ่งหยุด คุณจะรู้ได้ด้วยใจคุณเองเมื่อ คุณค้นพบมัน และมันจะทำให้เราดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นจงค้นหา ต่อไป"

เรื่องที่สาม... ที่จะเล่าให้ฟังวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความตาย

เมื่อตอนอายุ 17 ผมอ่านเจอคำพูดของคน ๆหนึ่งพูดไว้ว่า ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนกับเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ สักวันคุณจะดีขึ้นแน่นอน ผมประทับใจมาก และตลอด 30 ปีตั้งแต่นั้นมา ผมจะมองกระจกและถามตัวเองทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม ผมอยากทำอะไร และวันนี้จะทำอะไรบ้าง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คำตอบออกมาว่า ไม่รู้จะทำอะไรติดต่อกันหลาย ๆ วัน ผมรู้ว่าผมต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว
การระลึกอยู่เสมอว่าเราต้องตายเร็ว ๆ นี้เป็นอาวุธที่สำคัญที่สุด ที่ผมใช้ในยามต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ในชีวิต เพราะเกือบจะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังต่าง ๆ จากคนภายนอก ความภาคภูมิใจ การกลัว การเสียหน้า หรือล้มเหลว ล้วนแต่ไม่เป็นสาระทั้งสิ้น เมื่อเราต้องเผชิญกับความตาย มันทำให้เรานึกถึงแต่สิ่งที่เป็นแก่น เป็นความสำคัญที่สุดเท่านั้น การระลึกว่า คุณกำลังจะตายเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะหลุดพ้นจากความคิดที่กลัวการสูญเสียอะไรบางอย่าง ชีวิตคุณมีแต่ตัวนี่ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเหตุอะไรที่ไม่เดินตามความฝันของตัวเอง
เมื่อปีที่แล้วผมไปตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง หมอทำสแกนผมราว เจ็ดโมงครึ่ง และเห็นชัดว่ามีก้อนเนื้อที่ ตับอ่อน ผมเองไม่รู้แม้กระทั่งว่าตับอ่อนคืออะไร หมอบอกว่าเท่าที่ดูแล้วค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นมะเร็งชนิดที่ไม่มีทางรักษา และบอกว่าผมน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 3-6 เดือน หมอแนะนำว่าให้กลับบ้านและจัดการอะไรต่าง ๆ ให้เรียบร้อย พูดแบบชาวบ้านก็คือ หมอบอกให้ไปเตรียมตัวตายนั่นเอง มันหมายความว่าคุณต้องรีบคุยกับลูกในสิ่งที่คุณคิดว่าจะคุยในอีกสิบปีข้างหน้า หมายความว่าต้องเตรียมสิ่งต่าง ๆ ไว้ให้ครอบครัวเมื่อคุณต้องจากไป และหมายความความว่าคุณต้องลาโลกนี้ไปแล้ว
ผมอยู่กับความรู้สึกว่าเป็นมะเร็งและต้องตายเร็ว ๆ นี้ทั้งวัน จนกระทั่งตอนเย็นหมอต้องตัดเอาเนื้อเยื่อเพื่อวิเคราะห์อีกครั้ง หมอใช้กล้องส่องภายในสอดผ่านลำคอ ผ่านกระเพาะ ลงลำไส้เล็ก และใช้เข็มเล็ก ๆ เจาะก้อนเนื้อเล็ก ๆ ในตับอ่อนออกมาตรวจ ตอนนั้นผมถูกวางยางสลบอยู่ แต่ภรรยาผมบอกภายหลังว่า เมื่อหมอตรวจเนื้อเยื่อผ่านกล้องจุลทรรศน์อีกครั้งหนึ่งก็พบว่า ผมเป็นมะเร็งแบบที่พบได้น้อยมากคือ เป็นชนิดที่รักษาได้ด้วยการผ่าตัด และผมก็เข้ารับการผ่าตัดรักษาจนหายดีแล้วในตอนนี้
นี่ถือว่าเป็นการเข้าใกล้ความตายมากที่สุดของผม และผมก็หวังว่ามันจะรักษาสถิติที่ใกล้ที่สุดไปอีกหลายสิบปีข้างหน้าด้วย การที่ผมผ่าน
ช่วงเวลานั้นมาได้ก็ทำให้ผมเล่าให้พวกคุณฟังได้อย่างเต็มที่ไม่ใช่เพียงแค่ความคิดเชิงหลักการอย่างเดียว ไม่มีใครอยากตายหรอกครับ แม้แต่คนที่อยากไปสวรรค์ก็ไม่ต้องการตายเพื่อที่จะไปถึงที่นั่น แต่ ทุกคนต้องตายครับ ไม่มีใครหลีกพ้นความตายได้ และมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นเพราะผมถือว่า ความตายน่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดของชีวิต ความตายทำให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง มันเป็นการกำจัดคนเก่าเพื่อเปิดทางให้คนใหม่ ตอนนี้คนใหม่คือพวกคุณทั้งหลาย และจะค่อย ๆ แก่ไปในที่สุดและจะถูกกำจัดไป ขอโทษที่ผมอาจจะพูดอะไรที่เป็นนิยายไปหน่อย แต่ก็เป็นความจริงนะครับ
ชีวิตของพวกคุณมีจำกัดครับ จงอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตอยู่บนชีวิตของคนอื่น อย่าตกอยู่ในหลุมพรางของความเชื่ออะไรบางอย่าง ซึ่งทำให้เราดำรงชีวิตอยู่บนความคิดของคนอื่น อย่าให้ความคิดของคนอื่นมากดความต้องการที่แท้จริงภายในใจของเรา สิ่งที่สำคัญนะครับ จงมีความกล้าหาญที่จะก้าวเดินตามสิ่งที่หัวใจเราเรียกร้อง ซึ่งตอนนี้อาจจะรู้แล้วว่าคุณต้องการเป็นอะไร อย่างอื่นเป็นเรื่องรองทั้งสิ้น
ตอนผมหนุ่ม ๆ มีสิ่งพิมพ์ที่เรียกว่า The Whole Earth Catalog ซึ่งได้รับความนิยมมากในยุคนั้น คนที่ทำมันขึ้นมาชื่อ Stewart Brand ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนี่เท่าไหร่ คือที่ Menlo Park ใน Whole Earth Catalog มีบทกวี ดี ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตเยอะ ตอนนั้นเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1960 ก่อนที่จะมีพีซี เพราะฉะนั้นนิตยสารนี้จึงทำขึ้นด้วยพิมพ์ดีดมือ กรรไกร และกล้องโพลารอยด์ มันก็คล้าย ๆ กับ Google ฉบับหนังสือนั่นแหละ คือเกิดก่อน Google 35 ปี มันเป็นอะไรที่อุดมคติ มีคำสอน ข้อคิดเตือนใจดี ๆ มากมาย
Stewart ออก Catalog หลายฉบับแต่ทุกอย่างก็ย่อมมีจุดสิ้นสุด มาถึงฉบับสุดท้ายเมื่อราวกลาง ทศวรรษ 1970 ซึ่งตอนนั้นผมก็อายุเท่า ๆ กับพวกคุณนี่แหละ ในปกหลังของฉบับสุดท้ายนี่เป็นรูปถ่ายถนน ในชนบทยามเช้า เป็นภาพที่หลายคนคงเคยสัมผัส ถ้าเผื่อเป็นคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว ด้านล่างของภาพเขียนว่า “Stay Hungry. Stay Foolish” มันเป็นเหมือนการกล่าวอำลาของพวกเขาด้วย จงเป็นคนที่หิวอยู่เสมอ จงเป็นคนที่โง่อยู่เสมอเป็นสิ่งที่ผมใช้เตือนตัวเองตลอดเวลา และในโอกาสที่พวกคุณจะจบการศึกษาออกไปเผชิญโลกกว้าง ผมขอให้พวกคุณ จงเป็นคนที่ Stay Hungry และ Stay Foolish .."
ขอบคุณครับ

 
Photo 1 of 2

Windows Media Player